เย็นวันที่ 30 มีนาคม 2551 แดดร่มลมตกที่ลานบ้านดินสอ แต่ลมพัดที่ผ่านมีไอร้อนของอากาศ เดือนเมษายนที่กำลังย่างกรายมาสู่ เราจึงต้องใช้พัดลมระหว่างนั่งสนทนาเรื่องการอนุรักษ์อาคารเก่าของไทย แต่ถึงอย่างไรเราก็ไม่กลัวร้อน เพราะเรามีน้ำสตรอเบอร์รี่ปั่น เป็นสตรอเบอร์รี่สดจากไร่แสงอรุณ ดื่มสบายๆ คลายร้อน

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิวัฒน์ อุดมปิติทรัพย์ และ อาจารย์โชติวิทย์ พงษ์เสริมผล อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หอบหนังสือเกี่ยวกับอาคารเก่าในประเทศไทย มาตั้งใหญ่ ให้บ้านดินสอได้ศึกษาผู้สนใจท่านอื่นๆ ที่ร่วมฟังทำให้กลุ่มของเราได้รับความสนใจจากลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่มาพัก ณ บ้านดินสอ ในวันนั้นและเข ้ามาแวะเวียนสังเกตการณ์เป็นระยะ ๆ

     การอนุรักษ์บ้านดินสอ บ้านโบราณในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น จุดประกายให้เกิดการสนทนาในวันนี้ เพราะบ้านดินสอกับอาจารย์ทั้งสองท่านมีความสนใจและจุดมุ่งหมายเดียวกัน ที่จะผลักดันให้แนวคิดในการอนุรักษ์อาคารซึ่งเป็นมรดกของไทย แพร่ขยายไปในวงกว้าง


บ้านดินสอ : อาจารย์ตั้งประเด็นที่จะศึกษาเรื่องการอนุรักษ์อาคารอย่างไร

อ.โชติวิทย์ : เรื่องปัจจัยของการรักษาอาคารอนุรักษ์ให้เกิดสำเร็จผล ลงลึกไปศึกษาว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง ทำไมอาคารเก่าๆ คนถึงไม่เห็นคุณค่า มันก็มีหลายประเด็น เช่น เรื่องของกายภาพ, การยอมรับของสังคม, เศรษฐกิจ, การเมือง หาประเด็นต่างๆ ว่ามันเป็นเพราะอะไร ตอนนี้กำลังเริ่มวิเคราะห์หาตัวแปรอยู่ว่ามันจะเป็นยังไงคือตอนนี้มันมีอาคารเก่า (โบราณ) อยู่เยอะมาก
ถ้าเกิดคนที่มีลูก มีหลาน พอยกมรดกให้ลูก ให้หลานแล้ว ลูกหลานไม่เห็นคุณค่าก็จะไม่เก็บรักษาเอาไว้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะกว่าที่อาคารจะมาถึงขนาดนี้เราน่าจะเก็บรักษาไว้ มันสื่ออะไรหลายอย่างในเรื่องของการอนุรักษ์ อดีตมันเป็นยังไง มันมีคุณค่าแค่ไหน มันเป็นเรื่องของคุณค่าที่มีหลายประเด็นมาก

อ. วิวัฒน์ : หลายอาคารที่ได้ไปเห็น ไปดูมาจากต่างจังหวัด หลายๆ อาคารพอเจ้าของบ้าน เสียชีวิตก็ส่งผลให้กายภาพของตัวบ้านจะถูกเปลี่ยนในหลายอย่างมาก

บ้านดินสอ : เหมือนบ้านดินสอ แรกๆบ้านหลังนี้เจ้าของบ้านเดิมคิดว่าเราจะไปแยกเป็นส่วนๆ ขาย

อ. วิวัฒน์ : (การอนุรักษ์บ้านดินสอ) มันดีมากเลยเพราะว่ามันทำให้อาคารเก่าที่อยู่ท่ามกลางกระแสพัฒนาเมืองยังดำรงอยู่ ซึ่งถ้าไม่ได้ปรับตัวมันก็จะอยู่ไม่ได้ และตรงนี้โชคดีเพราะอยู่ในส่วนของเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งจะมีกฎหมายควบคุม ในเรื่องของการพัฒนา

บ้านดินสอ : ทำให้อาคารโบราณ ไม่ถูกแยกส่วนหรือทำลายกลายเป็นอาคารเพื่อการค้าได้โดยง่าย เพราะไม่สามารถสร้างอาคารสูงเกินกว่าที่กำหนด

บ้านดินสอ บูติคโฮสเทล เขตพระนคร กรุงเทพ

อ. โชติวิทย์ : ถ้าเกิดมันไม่อยู่ในโซนเกาะรัตนโกสินทร์ สมมติว่าไปอยู่ในโซนสีลมหรือสาทร ซึ่งก็จะมีบ้านเก่าๆเยอะ และโซนนั้นมันเป็นโซนสีแดงเลยก็จะทำให้มันอยู่ได้ลำบาก

บ้านดินสอ : อาจารย์คิดว่า (กฎหมายพัฒนาเมือง) ควบคุมได ้หรือไม่ได้เลย

อ. โชติวิทย์ : กทม. เขาจะดูเรื่องของการอนุรักษ์เหมือนกัน แต่ผมก็ยังไม่เห็นความสำเร็จในภาพรวมและเชิงลึก

อ. วิวัฒน์ : เหตุที่รัฐไม่เข้ามาอนุรักษ์งานชาวบ้านเท่าไหร่นัก เพราะว่ามันมีข้อจำกัดและข้อกำหนดบางอันว่า รัฐไม่สามารถให้เงินกับประชาชนได้โดยตรง เหมือนกับว่า ทำไมต้องเอาเงินไปให้บ้านหลังนี้ เพราะอาจถูกตีความไปในทางทุจริต ดังนั้นเขาถึงใช้กระบวนการการตรีตราอนุรักษ์ไง

อ. โชติวิทย์ : ประเด็นก็คือว่าเขาจะมีแผน ว่าบ้านหลังนี้จะต้องอนุรักษ์ วิธีของรัฐคือจะต้องตีตรามัน คือขึ้นทะเบียนมันซะ และพอขึ้นทะเบียนมันแล้ว คือสิทธิบางอย่างในความเป็นเจ้าของบ้านจะหายไป

อ. วิวัฒน์ : จากที่สามารถทำอะไรได้โดยไม่ต้องขออนุญาตก็จะต้องมาขออนุมัติจากอธิบดีกรมศิลป์

บ้านดินสอ : อาจารย์วิวัฒน์เห็นตึกแถวอนุรักษ์บนถนนผ่านฟ้าใช่ไหม กทม.ก็มีการขึ้นนั่งร้าน ทาสีอนุรักษ์ปรับปรุง เพราะเหตุใดถึงมีงบประมาณไปลงมือทำ (การทาสีอาคารอนุรักษ์ริมถนนผ่านฟ้า และราชดำเนิน)

อาคารเก่าตลาดนางเลิ้ง ผ่านฟ้า เขตพระนคร

อ. วิวัฒน์ : ถ้าตรงนั้น เป็นของรัฐ เป็นเรื่องของ step (ขั้นตอน) ของงาน อาจจะคิดโครงการว่าจะทำทุกอย่างแต่คงทำทีเดียวทั้งหมดไม่ได ้ ทำอาคารที่เป็นของสาธารณะถึงจะเข้าถึงได้ง่ายกว่า เพื่อให้เห็นทัศนียภาพ แต่บ้านที่หลบซ่อนอย่างนี้นะครับ ซึ่งความจริงมันมีคุณค่าแต่ผมว่ามันเข้าไม่ถึง

บ้านดินสอ : อาจารย์เคยทำสำรวจไหมว่า (อาคารที่อยู่ในข่ายควรอนุรักษ์) มันมีอยู่ตรงไหนประเภทใด ตรงไหนบ้าง เช่นบ้านโบราณอย่างบ้านดินสอ

อ.วิวัฒน์ : บ้านดินสอน่าสนใจเพราะเป็นบ้านที่มีการปรับการใช้สอยใหม่ (Adaptive Reuse) เช่น บ้านพักอาศัยและเปลี่ยน หรือ อพาร์ทเม้นท์ให้เช่า ซึ่งก็คือการเปลี่ยนการใช้สอยอาคาร เพื่อให้อาคารอยู่ได้ในสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

อ. โชติวิทย์ : การที่จะรักษาไว้โดยการขึ้นทะเบียน มันมีขั้นตอนเยอะมากที่จะขึ้นทะเบียนไม่ใช่ว่าจะขึ้นทะเบียนง่ายๆ มันต้องมีเรื่องของการประเมินคุณค่า คุณค่าอาคารมีกี่แบบ หรือทางด้านเอกลักษณ์

บ้านดินสอ : ถ้าลงมือประเมินเลยทำได้ไหม

อ. โชติวิทย์ : ผมว่าความพร้อมของทางองค์กรของรัฐยังไม่เต็มที่ ซึ่งอันนี้ก็จะมีหน่วยงานขององค์กรเอกชนบ้าง หรือเป็นเอกชนที่เป็นองค์กรเชิงอนุรักษ์ระดับประเทศ ที่พยายามจะมามองงานอนุรักษ์ในระดับล่างลงมา

อ.วิวัฒน์ : ถามว่ารัฐ support (สนับสนุน) ไหมก็ support ระดับหนึ่ง แต่ว่ากระแสตรงนี้กระแสการอนุรักษ์มันไม่ง่ายครับ เพราะว่ามีผลกระทบเยอะ เหมือน Case(กรณี) ที่เคยไปทำกับอาจารย์ยงธนิศร์ ที่ภูเก็ต บนถนนถลาง (สถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีส ที่ภูเก็ต ได้รับการจัดให้เป็นถนนอนุรักษ์ โดยมีเทศบาลเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ)

ถนนอาคารอนุรักษ์ จังหวัดภูเก็ต

ซึ่งจริงๆ แล้วก็กรณีนี้ก็แสดงให้เห็นถึงกระบวนการอนุรักษ์ที่มีกระบวนการการมีส่วนร่วมของชาวบ้านบนถนนนั้น ซึ่งก็เกิดจากสำนึกอยากจะอนุรักษ์ที่มีในตัวของพวกเขา และก็โชคดีที่เขามีทุนทรัพย์กัน เรียกง่ายๆ ว่า สตางค์มี สำนึกมี กระบวนการก็เกิดง่ายขึ้น

อ. โชติวิทย์ : ทีนี้ถามว่าคนทั้งถนนทั้งหมดนี้ โอเค ด้วยไหม ซึ่งก็ไม่ได้โอเคทั้งหมด ซึ่งในช่วงต้นเทศบางก็จะทำการสำรวจอะไรก็ว่ากันไป และก็มีชาวบ้านบนถนนเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งก็เป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จในด้านการอนุรักษ์ เรียกว่าเป็นการอนุรักษ์จากข้างล่างขึ้นไปข้างบน (Bottom Up) โดยที่คนที่นั่นมีสำนึกในด้านการอนุรักษ์

อ. วิวัฒน์ : แล้วภาครัฐเข้าไปช่วย ช่วยโดยลักษณะยกระดับให้คนที่อยู่วงนอกเห็นความสำคัญด้วย โดยมีการจัดประกวดประชัน แล้วมีการจัดกิจกรรม เอากิจกรรมเหมือนกับปรับเปลี่ยนเอากิจกรรมใหม่เข้าไปด้วย

อ. โชติวิทย์ : ซึ่งอาจจะเป็นแบบที่ไม่ต้องปรับเปลี่ยน Function (ประโยชน์ใช้สอย) แบบเดิมก็เป็นไปได้ จะเป็นที่อยู่อาศัย หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมเคยไปศึกษาชุมชนเลื่อนฤทธิ์ ที่เยาวราช ตรงไชน่าทาวน์ ซึ่งเป็นอาคารกลุ่มเดียวที่เยอะที่สุด เป็นอาคาร 2 ชั้น (มีกลุ่มทุนต้องการจัดโครงการสร้างอาคาร 4 ชั้น ต้องการรื้อทิ้งอาคารเก่าของเยาวราช เพื่อทำใหม่เป็นอาคารเพื่อการค้า)

อาคารเก่าย่านเยาวราช เจริญกรุง

อ. โชติวิทย์ : ซึ่งลักษณะนี้ ไม่สร้างก็ได้ มันเป็นอะไรเหมือนชักเย่อ มุมมองมันแบ่งเป็น 2 ฝั่งตลอด แต่ถ้าฝ่ายบนไม่เห็นคุณค่าแล้วมันน่ากลัว... เขาคิดอะไรแบบง่ายๆ คิดทุบแล้วก็สร้างใหม่ ให้พื้นที่เยอะขึ้นได้ ประมาณมากขึ้น พื้นที่ที่จะสร้างเงินก็มากขึ้น นี่เป็นเชิงธุรกิจนะครับ ทำให้เห็นว่าการพัฒนามันขัดแย้งกับการอนุรักษ์ คือคนทำไม่เข้าใจว่าจะทำอย่างไร ซึ่งจริงๆ แล้วมันไปด้วยกันได้

บ้านดินสอ : อยากถามอาจารย์ว่ากลุ่มบ้านหรือชุมชนที่มีลักษณะบ้านเก่าเท่าที่เห็นแล้วมีจำนวนมากที่สุด ในกรุงเทพมีไหม

อ. โชติวิทย์ : ที่เห็นก็แพร่งนรา แพร่งภูธร ก็โอเค. นะเห็นเป็นชุมชนใหญ่ เป็นบ้านสมัย 40-50 ปี ส่วนหนึ่งเป็นของทรัพย์สิน ฯ อีกส่วนหนึ่งมันก็ยังไม่มีการรักษาไว ้ไม่มีการขึ้นบัญชีชื่อที่ต้องเก็บรักษาไว้

บ้านดินสอ : อาจารย์ว่าบ้านเหล่านี้จะยังคงอยู่ได้อีกนานไหม

บ้านเก่า ถนนแพร่งภูธร เขตพระนคร

อ. วิวัฒน์ : กระบวนการเริ่มต้นมันจะเริ่มหายไปก่อน ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพหรือต่างจังหวัดก็หายไป ทั้งเป็นเรือนไทย และบ้านตามแบบประเพณี หรือบ้านตามแบบล้านนา

อ. โชติวิทย์ : ซื้อแล้วก็ซื้อไปเลย แล้วก็ไปรื้อทิ้งเอาไม้ไปใช้

อ. วิวัฒน์ : ใช่ครับ ไปหมดเลย บางทีไม้ พวกนี้ก็ไปโผล่แถวโรงแรม

บ้านดินสอ : ตัวอย่างของบ้านไทย ในพิพิธภัณฑ์หรือที่เก็บสะสมเป็นกระบวนการให้ความรู้กับประชาชนมีบ้างไหม

อ. วิวัฒน์ : มีครับแต่น้อย ที่เป็นบ้านอยู่อาศัย ส่วนใหญ่เป็นเรือนไทย เป็นกลุ่มบ้านเล็กๆ ที่อยู่แถวริมคลอง เป็นเรือนไทยซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยในยุคปรับปรุง

บ้านดินสอ : ความคิดของ อาจารย์ วิวัฒน์น่าจะเอาสิ่งเหล่านี้ไปเผยแพร่ในสาธารณะ เช่น เว็บไซต์ ไหม

อ. วิวัฒน์ : ข้อมูลพวกนี้อันดับแรก ต้องมองว่าคนทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ จะต้องต่อยอดความรู้ของตัวเองอย่างมีระบบ มีรากของความรู้ที่ดี ซึ่งความรู้เหล่านี้ยังไม่ถูกเก็บอย่างเป็นระบบ เหมือนบ้านแบบนี้มีที่ไหนบ้าง

อ.โชติวิทย์ : ทางสมาคมสถาปนิกสยามมีความพยายามในส่วนหนึ่ง เหมือนจะเป็นการโปรโมท (เผยแพร่) ผ่านทางสมาคมเป็นฐานข้อมูล สมาคมฯ ก็ทำอยู่เรื่อยๆ มีคนดูแลโดยตรง ทำหน้าที่เก็บข้อมูล มีการประกวดอาคารอนุรักษ์ดีเด่น เผยแพร่ประชาชนได้รับทราบ

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์

บ้านดินสอ : แล้วทำอะไรที่มากกว่านั้นหรือเปล่า หมายถึงการลงมืออนุรักษ์

อ. โชติวิทย์ : ทำเหมือนกัน อย่างเช่นติดตามการทุบอาคาร เช่น ชุมชนหวังหลี แต่บางอย่างสมาคมฯ ก็ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้ตึกก็โดนทุบไปแล้ว


ชุมชนหวั่งหลี อาคารเก่าที่ถูกทุบรื้อถอน

อ. วิวัฒน์ : พอข้ามสะพานสาทรแล้วมองขวาจะเห็นวัดยานนาวาก็เพราะอาคารโดนทุบไปแล้วเช่นกัน

อ. โชติวิทย์ : พวก ส.ผ. ก็ต ้องดูแลตรงนี้หรือพวกรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็ยังมีอีกหลายที่ ที่จะต้องเข้าไปดู เช่น อ้อมน้อย นนทบุรี มีอีกที่วัดไตรมิตร เมรุวัดไตรมิตร เป็นอาคารที่พระพรหมพิจิตร ครูช่างเป็นคนออกแบบไว้ สวยมาก ก็ถูกทุบไปแล้วเพิ่งขยายเป็นอาคารขนาดใหญ่ แล้วก็มีโครงการว่าจะรื้อกระทรวงยุติธรรม แต่ตอนนี้สมาคมสถาปนิกเข้าไปเบรกอยู่ และให้เป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ปี 2550

อ. วิวัฒน์ : นโยบายของรัฐบางอย่างก็มีเหตุมีผล บ้างก็ต้องวิเคราะห์เป็นกรณีไป

บ้านดินสอ : ที่อาจารย์พูดสักครู่ดูเหมือนมันเป็นปัจจัยที่มันลบทั้งหมดทั้งภายนอกภายใน

อ. โชติวิทย์ : คือผมกำลังจะลงลึกศึกษาอยู่ ผมอาจจะต้องเอามาเป็นส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะกรณีของการยอมรับ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง อาคารอย่างนี้ ผมคงต้องเข้าไปดูทัศนคติของผู้คน ว่าเจ้าของบ้านมองเห็นอาคานี้ว่าอย่างไร อันนี้เป็นประเด็นเรื่องทัศนคติ และยังมีประเด็นอื่นๆ อีกเยอะ คนนอกมองยังไง อะไรอย่างนั้น แต่ก็ต้องสร้างระบบข้อมูลขึ้นมาใหม่

อ. วิวัฒน์ : สิ่งที่เราอยากเห็น แต่คงจะเกิดขึ้นได้ยาก คือไม่ใช่คนรุ่นใหม่ แต่เป็นคนรุ่นเก่าที่อยู่ที่นี่มาแต่อดีต และอยู่อย่างมีความสุขอยู่แบบไหนก็อยู่แบบนั้น

อ. โชติวิทย์ : แต่ว่ามันก็เป็นวงจรเดิม

อ. วิวัฒน์ : แต่ถ้ารัฐไม่สนับสนุนก็ลำบาก

บ้านดินสอ : เริ่มกับคนรุ่นใหม่ดีไหม

อ. โชติวิทย์ : มันมีกระบวนการที่เกิดขึ้น ที่เรียกว่า “Gentrification” เป็นการซ่อมแซมอาคารที่เสื่อมโทรม แล้วคนรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มคนผู้ดีหรือคนระดับกลางจะเข้ามาอยู่แทน คนรุ่นเก่าที่จะต้องย้ายออกไป เกิดจากแรงบีบคั้น ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่อยู่ใจกลางเมือง มูลค่าของอาคารสูงขึ้น ภาษีสูงขึ้น คนรุ่นเก่าไม่สามารถอยู่ได้ หรือขายแล้วได้กำไรดีมาก กลุ่มใหม่เข้ามาจะดูแลรักษาอาคาร ซึ่งก็เป็นปรากฏการณ์ที่ดี คือยังคงรักษาอาคารไว้ได้ เหมือนพวกอาคารแถวถนนพระอาทิตย์ กลุ่มคนรุ่นเก่าออกไปแล้วคนรุ่นใหม่เข้ามา แล้วจะไปสร้างเป็นร้านอาหาร หรืออะไรก็ตาม เพื่อให้อาคารยังคงอยู่ แต่วิถีชีวิตของผู้คนก็จะเปลี่ยนแปลงไป

บ้านดินสอ : เพราะฉะนั้นดูเหมือนว่าการที่เราจะทำการเผยแพร่ออกไป เช่นให้อาจารย์ วิวัฒน์ทำ เวปไซต์ให้เยาวชนได้แลกเปลี่ยนข้อมูลก็ดูดี

ผู้ร่วมฟัง : เอาแค่ว่า ทุกคนที่เข้ามา มาช่วยกัน มาร์คว่าบ้านไหนบ้าง (ระบุอาคารเก่าที่ควรอนุรักษ์ในประเทศไทย)

อ. โชติวิทย์ : แค่นั้นก็มหาศาลแล้ว มุมที่รวบรวมแล้วดี แต่มุมเผยแพร่ต้องระวัง คือถ้าจะเผยแพร่ต้องมีความพร้อมในฐานข้อมูล และการเผชิญกับปัญหา และการแก้ไขปัญหา เพราะคนที่ไม่เห็นคุณค่าก็มี เพราะหากเรามีข้อมูลที่เก็บรักษามันไว้แล้ว แต่ไม่ได้ใช้ เช่น หลังนี้น่าสนใจ ถ้าบอกออกไปหรือบอกมากไป ธุรกิจก็จะเข้ามาแทรก ซึ่งแค่นี้ก็รู้ได้ว่าเขามองเป็นมุมไหน

อ. วิวัฒน์ : ครั้งหนึ่งเคยไปสำรวจข้อมูลภาคสนามที่จังหวัดเพชรบุรี เจอบ้านหลังหนึ่งสวยมาก ยายเจ้าของบ้านเล่าให้ฟัง ว่ามีคนมาขอซื้อหลายคนเลย ยายก็บอกว่าไม่ขายหรอก ผมก็เลยถามยายไปว่า อ้าว ทำไมยายไม่ขายละ ยายก็ตอบว่า ถ้าขายก็เท่ากับขายชาติ มันเป็นของตกทอดที่ปู่ ย่า ตา ยายให้มา

อ. โชติวิทย์ : ถ้ารู้จักรักษาไว้ (อาคารที่ควรแก่การอนุรักษ์) มันจะเป็นมูลค่ามหาศาลในเชิงเศรษฐกิจ การเที่ยว เพราะถ้าผมไปเที่ยวต่างประเทศ แล้วผมเจอสถานที่เช่นนี้ (ก็จะดีใจมาก) เป็นอาคารสัก 60-70 ปี มันมีคุณค่ามากกว่าการสร้างเลียนแบบมันไม่สามารถเลียนแบบกันได้ ผมว่าเราควรจะรักษามันไว้ให้ได้

บ้านดินสอ : เราจบอย่างมีจุดมุ่งหมาย ขอบพระคุณทุก ๆ ท่านที่ร่วมสนทนาในวันนี้

....................................................................................................................................................

หมายเหตุบ้านดินสอ บทสรุปการสนทนา

เป้าหมาย เป็นความห่วงใยร่วมกันของผู้เห็นคุณค่าที่มีต่ออาคารโบราณซึ่งอยู่ในขอบข่ายที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศก่อนที่มันจะเสื่อมสลายไป และมีเป้าหมายเดียวกันที่จะดำเนินการเพื่องานอนุรักษ์อาคารโบราณของประเทศให้ปรากฏ สืบเนื่องไป

วัตถุประสงค์

1. แสวงหาวิธีการที่จะเผยแพร่ความสำนึกในคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ อันจะนำไปถึงการอนุรักษ์อาคารเก่าในประเทศไทยให้ปรากฏเป็นมรดกต่อไปแก่เยาวชนรุ่นหลัง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินเอื้อม และสามารถลงมือกระทำได้หลายวิธี

2. มีองค์กร และผู้คนอีกหลายกลุ่ม ที่เห็นความสำคัญแล้ว และบางองค์กร บางกลุ่มก็ดำเนินงานอนุรักษ์อาคารอยู่โดยตรง การช่วยกันเผยแพร่ และประชาสัมพันธ์ จะทำให้เกิดการสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้งานอนุรักษ์นั้นดำเนินไปได้ ไม่ว่าด้วยกำลังทรัพย์หรือกำลังปัญญา เช่น ความรู้เชิงช่างโบราณในงานก่อสร้าง เงินสนับสนุน เป็นต้น
3. อาคารโบราณไม่สามารถแยกจากชุมชนที่ดำรงอยู่ ลักษณะของอาคารสะท้อนวิถีชีวิตของชุมชน การศึกษาอาคารไทยคือการศึกษารากเหง้าของวัฒนธรรมไทย การถ่ายทอดความจริง ด้วยสิ่งที่เห็นได้จริง เป็นความรู้ ที่ชนรุ่นหนึ่งควรส่งสืบต่อให้ชนรุ่นต่อไปด้วยความหวังและความศรัทธา

อาคารโบราณในประเทศไทย หลายแห่งได้รับการอนุรักษ์แล้ว อาคารหลายแห่งอยู่ในระหว่างดำเนินการ มีอีกมากมายที่เรายังไม่ทราบ แต่ทุกคนสามารถช่วยกันได้ แม้เพียงการบอกเล่า... เราต่างมีความหวังว่า การจุดประกายความคิดนี้ แม้จะเป็นเสมือนการจุดเทียนเล่มเล็กๆ แต่อาจให้แสงสว่างพอส่องทาง และเทียนเล่มเล็กๆ นี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการจุดเทียนเล่มต่อๆ ไป

....................................................................................................................................................

ขอขอบพระคุณ

1. อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิวัฒน์ อุดมปิติทรัพย์ อาจารย์โชติวิทย์ พงษ์เสริมผล และอาจารย์วนัสสุดา ไชยมนตรี Faculty of Architecture, Dept.of Arch. King Mongkut’s Institution od Technology Ladkrabang 3 Moo 2, Chalongkrung Rd., Bangkok 10520, Thailand.
2. ทีมงานบ้านดินสอ ทุกท่าน
3. นักศึกษาฝึกงาน จากมหาวิทยาลัยราชมงคลกรุงเทพ วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพ ทุกท่าน
4. ผู้สนใจร่วมในการสนทนา